ประวัติและความเป็นมา

ข้อมูลนี้เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของพี่โรจน์ ซึ่งเป็นการบอกเล่าประสบการณ์เกือบ 30 กว่าปี ซึ่งผมจะค่อยๆเอามาประติดประต่อให้เป็นเรื่องราวให้บุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สนใจได้อ่านเพื่อเป็นวิทยาทาน และให้เป็นที่เข้าใจตรงกันในความจริงทั้งหมดของไก่เหล่าสวนมะนาว

เริ่มจากในอดีตตั้งแต่พี่โรจน์ยังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษา ซึ่งในช่วงวัยเด็กนั้นพี่โรจน์อยู่ที่จังหวัดนครปฐม ได้เห็นภารโรงที่โรงเรียนเล่นไก่ชน พี่โรจน์เห็นก็เกิดความชอบก็เริ่มชนไก่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ก็เป็นการเริ่มเล่นแบบเด็กหัดเล่นเรื่อยมาจนกระทั่งโต เรียนจบจากเทคนิคไทย-เยอรมัน (ในอดีต) ก็เข้าทำงานที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย  ก็เริ่มเล่นอย่างจริงจังและออกตีในนามซุ้มคลองโยง ออกตีในแถบภาคกลาง ตั้งแ่ต่เพชรบุรี ราชบุรี เรื่อยมาจนถึงมีนบุรี อยุธยา จนมาวันหนึ่งคุณทุ้ย ได้ย้ายมาจากบางขุนเทียนได้มาอยู่แถวคลองโยง โดยที่คุณทุ้ยได้นำไก่มาด้วย ซึ่งในสมัยก่อนนั้นการเลี้ยงไก่นั้นจะเป็นไก่ไทย เหลืองหางขาว แต่ไก่ที่คุณทุ้ยนำมาด้วยนั้นไม่ใช่ไก่เหลืองหางขาว แต่เป็นไก่เขียวพาลี โดยความรู้สึก ณ เวลานั้นเป็นไก่ที่มีสกุลเป็นรองไก่เหลืองหางขาวอย่างเทียบไม่ติด ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของไก่เหลืองหางขาว (เรียกว่าแพ้สกุล) พี่โรจน์เห็นว่าคุณทุ้ยมีไก่มาด้วย ก็เอาไก่ของตัวเองที่ว่าเก่งออกตีมาไม่เคยกลัวใคร เอาไปปล้ากับไก่ของคุรทุ้ยด้วยความรู้สึกที่ว่าจะตีให้แพ้ให้เข็ด แต่ผลออกมาปรากฏว่า ไม่ว่าพี่โรจน์จะเอาไก่อะไรไปปล้ำตีกับคุณทุ้ย ไม่เคยสู้ไก่ของคุณทุ้ยได้เลยแม้แต่ตัวเดียว ทำให้พี่โรจน์หันมาฉุกคิดว่า ไก่อะไรสีกระดำกระด่าง ไม่มีสกุล แต่เรากลับเอาชนะไม่ได้ หลังจากนั้นมาพี่โรจน์ก็ได้ยอมรับและขอแบ่งไก่จากคุณทุ้ยมาเพาะเลี้ยง

*** หมายเหตุ ไก่ที่คุณทุ้ยนำมานั้น ทราบมาว่าเป็นไก่ที่คุณทุ้ยซื้อแม่ไก่มาจากคนอิสลาม แถวๆ อยุธยา ซึ่งคุณทุ้ยได้ซื้อแม่ไก่ตัวนี้มาในราคา 3000 บาท โดยที่ ณ เวลานั้นทองคำมีราคาแค่ บาทละ 400 บาท

และออกตีในนามซุ้มคลองโยงเรื่อยมา จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อเอาไก่ออกไปตี ที่ราชบุรีได้คู่ตีเป็นไก่ของคุณชิน โฟร์เอส ปรากฏว่าไก่ของพี่โรจน์แพ้ในคราวนั้น ซุ้มคลองโยงก็แยกย้ายสลายตัว ประกอบกับพี่โรจน์ได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอารเบีย จึงได้พักช่วงห่างหายจากการเล่นไก่ไปนาน 6 ปี เมื่อคราวกลับมาจากซาอุดิอารเบีย ก็กลับมาอยู่ที่บ้านที่นครปฐม ได้ไม่นานก็ย้ายมาอยู่ที่นครสวรรค์ และได้เริ่มทำสวนมะนาวในเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่  และได้กลับบ้านที่นครปฐมเป็นครั้งคราว เมื่อกลับไปบ้านก็พบว่าไก่ที่เคยเลี้ยงไว้ในอดีตมีเหลืออยู่ไม่มาก โดนหมากัด เมื่อห็นดังนันก็ทำให้หวนนึกถึงอดีต ไก่ที่เคยเลี้ยงและร่วมทุกข์สุขกันมากำลังจะหมดไป  ก็เลยนำไก่ที่เหลือติดบ้านมานครสวรรค์ด้วย โดยในช่วงแรกทีนำมานั้นบ้านที่นครสวรรค์ก็ยังสร้างไม่เสร็จ ตัวเองต้องนอนบนรถ ส่วนไก่ก็นอนใต้ท้องรถ โดยไก่ที่นำมาด้วยนั้นเหลือเพียงแม่ไก่ 2 ตัว และพ่อไก่ 1 ตัว  เมื่อบ้านเสร็จก็เริ่มทำสวนมะนาวและไก่ที่นำมาก็เริ่มมีลูก โดยปีแรกเพาะออกมาได้จากไก่ 2 แม่ ได้ตัวผู้ทั้งหมด 8 ตัว ก็ได้เอาไก่ทั้ง 8 ตัวออกไปตี ปรากกว่าไก่ทั้ง 8 ตัว ตีชนะหมด จึงเป็นเหตุให้พี่โรจน์เริ่มหันมาให้ความสนใจเพาะผสมไก่อย่างจริงจังอีกครั้ง และได้เริ่มหาพ่อไก่จากเพื่อนฝูงในวงการไก่ และไดเริ่มนำพ่อไก่พม่าเข้ามาเพาะผสมกับแม่ไก่ของตัวเองเรื่อยมา ลูกที่ได้ก็ใช้ได้เป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปหาพี่รณ ซุ้มบ้านรณชัย ซึ่งเป็นเพื่อนได้ไปยืมพ่อไก่ซึ่งพี่รณได้ให้ยืมพ่อไก่เป็นพม่าสีสา ซึ่งพี่โรจน์ได้เรียกว่าเจ้าย้อมสี เมื่อเอามาก็พบว่าเป็นไก่พม่าสีสา ตัวเล็กกระดูกบาง ดูแล้วไม่น่าปลื้ม ก็เลยไม่ได้เพาะเอามาขังไว้เฉยๆ แต่เนื่องด้วยเวลานั้นไก่ของพี่โรจน์เริ่มเป็นที่รู้จักของคนแถวนั้น พวกหมู่หรือเพื่อนๆ ก็เลยมาขอยืมพ่อไก่ พี่โรจน์จึงให้ยืมเจ้าย้อมสีไปเพาะ เมื่อเพาะเสร็จก็นำกลับมาคืนให้พี่โรจน์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ไก่ตัวนั้น ถ่ายขนสุดพอดี ก็เลยนำไก่ไปคืนพี่รณ ถัดจากนั้นมาไม่นานลูกไก่ที่เพื่อนๆ นำพ่อไก่ไปเพาะก็พบว่าเป็นไก่ที่เปิดแผลไวมาก ปล้ำตีกับไก่ไทยของพี่โรจน์ที่เลี่ยงไว้ ในสมัยนั้น แม้ว่าลูกเจ้าย้อมสีตัวจะเล็กกว่า แต่ตีๆไปไก่ตัวใหญ่จะสู้ไม่ได้ เพราะโดนตีลูกตาจนมองไม่เห็น และเป็นอย่างนั้นทุกตัว พี่โรจน์จึงลงไปนครปฐมไปหาพี่รณอีกครั้ง และถามหาพ่อไก่ตัวเดิม ปรากฏว่าพี่รณได้ให้ใครไปแล้ว พี่โรจน์จึงถามหาพ่อไก่พม่าตัวใหม่ แต่คราวนี้ไม่ยืม แต่จะขอซื้อต่อเลยเพราะกลัวว่าเมื่อรู้ว่าให้ลูกเก่งแล้วพ่อไก่จะไม่อยู่อีก พี่รณจึงชี้ไปที่กรงไก่มีไก่พม่าตัวหนึ่งขาสั้นๆ ตัวเตี้ยๆ ดูไม่สวยตาก็บอด อกก็ยานๆ  แล้วบอกกับพี่โรจน์ว่าให้ลูกเก่งมาก แต่ติดปัญหาที่ว่าลูกของเจ้าตัวนี้น้ำหนักตัวน้อยมาก เป็นไก่ตัวเล็กหนักสองโลกว่าๆ เท่านั้นเอง  (ในสมัยนั้นไก่ตีรอยจะ สามโลขึ้นไป) พี่โรจน์เลยขอซื้อต่อมาจากพี่รณราคาที่ซื้อมาในวันนั้น 15000 บาท โดยพี่รณบอกว่าซื้อต่อมาอีกที่ในราคา 15000 บาทจึงเอาแค่ต้นทุน ซึ่งไก่พม่าตัวนี้ก็คือเจ้าแชมป์นั่นเอง

*** ประวัติของเจ้าแชมป์ เจ้าแชมป์เป็นไก่ลูกเพาะของคุณหนึ่งเหนือ หรือชื่อจริงว่า ภวัคร คลังวิเชียร เป็นชาวเชียงใหม่ ซึ่งรายละเอียดของคุณหนึ่งสามารถเข้าไปหาอ่านได้ในเวปของคุณหนึ่งครับ  โดยเจ้าแชมป์ในคราวอยู่ที่เชียงใหม่นั้นใช้ชื่อว่าเจ้านิ้งหน่อง ได้ออกตีชนะมา 5 เที่ยว เที่ยวสุดท้ายแพ้ให้กับเจ้าเทาลำพูน ซึ่งไฟต์สุดท้ายที่พ่ายแพ้นั้นเสียตาไปหนึ่งข้าง และคู่ตีคือเจ้าเทาก็บอดเช่นกัน   ส่วนเหตุที่ให้ไก่ตัวนี้มาอยู่กับพี่รณสืบเนื่องมาจาก เจ้าเทาได้ลงมาตีที่ถาคกลาง (ผมไม่แน่ใจว่าที่ไหน) ได้คู่ตีกับไก่ของพี่รณ ในไฟต้นั้นเจ้าเทาชนะไปได้ซึ่งเป็นชัยชนะไฟตืที่ 16 ของเจ้าเทา (ข้อมูลนี้อาจคลาดเคลื่อนได้) และได้กลับไปเหนือตีไฟต์ที่ 17 ได้คู่ตีกับเจ้าแชมป์ หรือเจ้านิ้งหน่อง มีเซียนภาคกลางตามขึ้นไปเล่นเจ้าเทาหลายคน และได้กลับมาเจอพี่รณและได้บอกกับพี่รณว่าเจ้าเทาไปชนะที่เหนืออีกหนหนึ่งแล้ว แต่คู่ตีซึ่งก็คือเจ้าแชมป์นั้นเก่งมาก ที่แพ้เพราะเสียเปรียบอายุ เดือยผิวพรรณ และรูปร่สง เรียกได้ว่าเสียทุกอย่าง และได้บอกกับพี่รณว่าถ้าไม่เสียเปรียบเจ้าแชมป์ไม่น่าจะเป็นตัวแพ้ เมื่อพี่รณได้ฟังดังนั้นจึงได้ให้พี่แดง (แดงยักษ์) ตามเจ้าแชมป์ให้ซึ่งกว่าที่คุณหนึ่งจะยอมขายเจ้าแชมป์ออกมาให้ได้นั้นใช้เวลาเป็นปี โดยที่คุณหนึ่งให้เหตุผลในการขายว่าลูกที่ได้จากการเพาะจากเจ้าแชมป์นั้นชุดหลังๆ เริ่มให้ลูกออกมาเป็นมาเป็นสีขาว ซึ่งเซียนไก่มักจะบอกว่าไก่ขาวชอบเลี้ยงผี ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นไก่ใจน้อย แพ้ไก่ง่าย ไม่อดทน คุณหนึ่งจึงยอมขายเจ้าแชมป์ออกมาให้กับพี่แดง โดยที่ไม่รู้ว่าพี่แดงนำเจ้าแชมป์ไปให้ใคร ซึ่งพี่แดงก็นำไปให้พี่รณ และก็มาอยู่ในความครอบครองของพี่โรจน์ตามลำดับ  หลังจากที่คุณหนึ่งขายเจ้าแชมป์ไปแล้ว เมื่อลูกเข้าแชมป์สีขาวที่เพาะได้เริ่มโต และออกตีปรากฏว่าเก่งมาก และแพ้ไก่ยาก ไม่ได้เลี้ยงผีอย่างที่เข้าใจในตอนแรกๆ  (จากคำบอกเล่าของคุณหนึ่ง) คุณหนึ่งจึงเริ่มออกตามหาข่าวคราวเจ้าแชมป์ แต่ก็ไม่พบเนื่องจากว่าเมื่ออยู่ที่เชียงใหม่ ทุกคนจะรู้จักว่าเป็นเจ้านิ้งหน่อง แต่เมื่อมาอยู่ที่บ้านพี่โรจน์ จะเรียกกันว่าเจ้าแชมป์ และพี่แดงก็ไม่ได้บอกใครว่าไก่ตัวนี้ไปอยู่ที่ใด รู้แต่ว่าเปลี่ยนมือจากพี่รณไปแล้วเท่านั้น  พี่โรจน์เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อลูกเจ้าแชมป์ออกตีจนเป็นที่เลื่องลือนั้นได้มีเซียนแถวๆ ชัยนาทมาติดต่อขอซื้อเข้าแชมป์ ซึ่งในขณะนั้นแก่มากแล้ว ในราคา 80,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับพ่อไก่แก่ๆ ตาก็บอด แต่พี่โรจน์ก็ไม่ได้ขาย แม้ว่าจะไม่ได้เพาะผสมเจ้าแชมป์แล้ว เนื่องจากแก่จนไม่ทับไก่แล้ว พี่โรจน์ก็ยังคงเลี้ยงเจ้าแชมป์อย่างดี เพื่อเป็นการตอบแทนคุณที่เจ้าแชมป์บันดาลให้กับไก่เหล่าสวนมะนาว จนกระทั่งเจ้าแชมป์เสียชีวิตลงที่บ้านพี่โรจน์ในวันที่ .... เดือน ............ ปี .......... (รอถามพี่โรจน์อีกทีครับ ผมจำไม่ได้)

หลังจากได้เจ้าแชมป์มาพี่โรจน์ก็เริ่มเพาะผสมกับแม่ไก่ที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งได้มาจากนครปฐมซึ่งพี่โรจน์บอกว่าเป็นลูกเจ้าเคราแสน (สืบสายเลือดมาจากไก่ของคุณทุ้ย) ลูกที่เกิดมาในปีแรกนั้นได้ตัวผู้ประมาณ 50 ตัว ออกตีในนามซู้มเขาชนกัน โดยที่พี่โรจน์จะเป็นคนอยู่เบื้องหลังตลอด และนั่นเองเป็นจุดเปลี่ยนของไก่เหล่าสวนมะนาวจากไก่เก่งในพื้นที่ใกล้ๆ ก็เริ่มออกตีไกลไปเรื่อยๆ เนื่องจากหาคู่ตีในละแวกใกล้ๆไม่ได้แล้ว เริ่มออกตีในจังหวัดข้างเคียงแถวอุทัย ชัยนาท ไล่ลงมาถึงสุพรรณ อยุธยา เป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น จากสถิติที่สวยหรูจากไก่ 50 ตัว ออกตี 109 เที่ยว แพ้ 6 ยก 4 ที่เหลือ 99 เที่ยวคือชัยชนะล้วนๆ  ในช่วงที่นำลูกเจ้าแชมป์ออกตีแรกๆ พี่โรจน์เล่าให้ฟังว่าไม่ค่อยได้เงิน ด้วยเหตุผลที่ว่าปล่อยหางไปเป็นรองตลอด ทำเหมือนสู้ไม้ได้ เลยออกตัวข้ามฝั่งกันหมดแต่สุดท้ายไก่ตัวเองชนะ แต่เสียเงินหรือไม่ได้เงินกันเลย จนครั้งหลังๆ ถึงจะกล้าเล่นกล้ารอง จนเป็นที่พูดถึงในสมัยนั้นว่าตีเป็นรองๆ เดี๋ยวก็กลับมา แต่ถ้าเป็นต่อเมื่อไหร่เดี๋ยวก็ชนะ  จนในคราวหลังๆ ไก่ไม่ทันปล่อยหางก็เป็นต่อในมือแล้ว ทำให้เล่นยาก เอาเงินมากไปแลกเงินน้อย ในช่วงหลังๆ จึงเกิดการแย่งเดิมพันกันในพวกหมู่ที่ไปด้วยกัน จนถึงคราวซุ้มเขาชนกันแตก เนื่องจากปล่อยหางไม่มีราคาให้เล่น พวกที่ไปเหลือเดิมพันคนละไม่กี่บาท เล่นนอกก็ไม่ทันเซียนกระดาษ ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย และประกอบกับการออกตีในช่วงหลังๆ จะเจอแต่ของแข็งประเภทที่ว่าไก่ที่เอาไปตีของเราเป็นไก่ใหม่ๆ หน้าบางๆ ได้คู่แต่ละที คู่ต่อสู้ได้มา 5 ไฟต์ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 3 ไฟต์ กว่าจะชนะได้หืดจับ ชนะมาก็เสียไก่ เลยต้องยุบซุ้มครับ

หลังจากเจ้าแชมป์เข้ามาอยู่ในความครอบครองของพี่โรจน์ ไก่เหล่าสวนมะนาวก็เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เป็นที่เลื่องลือในเขตจังหวัด นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชัยนาท อุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียง ในยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักไก่เหล่าสวนมะนาว ซึ่งในขณะนั้นออกชนในนามซุ้มเขาชนกัน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเหนียวแน่นสุดๆ แพ้ไก่ยาก ประเภทที่ว่ายอมตายไม่ยอมหนี หลังจากนั้นก็มีคนสนใจอยากได่ไก่เหล่านี้กันอย่างมาก ในช่วงแรกๆ พี่โรจน์ไม่เคยขายหรือแบ่งให้ใครนอกจากพรรคพวกเพื่อนฝูงจริงๆ ซึ่งน้อยคนที่จะได้ แต่เมื่อนานวันเข้าไก่ที่เริ่มมีออกไปแม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับช่วงนั้นพี่โรจน์เมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุดก็เริ่มวางมือ ส่วนคนที่ได้ไปก็เริ่มมีการนำไปเพาะผสมตามความต้องการของแต่ละคนที่ได้ไป ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จ และก็มีบางท่านที่ไม่ประสบความสำเร็จ จนมีบางช่วงที่ไก่สวนมะนาวที่บุคคลอื่นเอาไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ  จนถึงช่วงหนึ่งที่ไก่เหล่าสวนมะนาวเริ่มถึงขาลง เนื่องด้วยบุคคลที่เอาไปเหล่านั้นไม่ได้มีความเข้าใจและตั้งใจในการพัฒนาต่อ เป็นแค่เอาไปตามกระแสไก่เก่งในช่วงนั้น และเมื่อเป็นเช่นนั้นไก่สวนมะนาวก็เริ่มไม่มีใครต้องการเนื่องจากว่าไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นไก่เหล่าสวนมะนาวแท้หรือไม่ เพราะว่าใครๆ ก็ำอ้างว่าเป็นเหล่าสวนมะนาวทั้งนั้น ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ คงเหลือแต่คนที่มีความศรัทธาและได้ไก่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น ส่วนพวกที่ตามกระแสก็เริ่มหดหายไป บ้างก็เปลี่ยนไปเรียกเป็นเหล่าอื่นแทน  ดังนั้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ไก่เหล่าสวนมะนาวจึงห่างหายไปจากกระแส เริ่มไม่มีใครพูดถึง จึงเป็นต้นเหตุให้พี่โรจน์ซึ่งเป็นต้นเหล่าเริ่มมีความเป็นห่วงว่าไก่ที่ตนเองสร้างมากับมือนั้นจะเลือนหายไป จึงได้กลับมาพัฒนาไก่เหล่าสวนมะนาวอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้พัฒนาอย่างจริงจังในช่วงหลัง และได้เริ่มออกหาพ่อไก่เข้ามาพัฒนาอีกซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องขึ้นไปเชียงใหม่กับผมเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วเพื่อตามหาเหล่าเจ้าแชมป์ที่เชียงใหม่ โดยตามจากพี่แดง ลำพูน เพื่อสอบถามข้อมูลเจ้าของเจ้าแชมป์ และพี่แดงก็ไม่ทำให้พี่โรจน์ผิดหวัง จนนำมาซึ่งการติดต่อและรู้จักกับคุณหนึ่ง และเริ่มมีการแลกเปลี่ยนสายพันธุ์เพื่อการพัฒนา จนปัจจุบัน และเมื่อพี่โรจน์เริ่มกลับมาพัฒนาอย่างจริงจังอีกครั้ง จนเป็นเหตุให้ไก่เหล่าสวนมะนาวเริ่มกลับมาเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อย่างเช่นทุกวันนี้  คนที่ไม่เคยบอกใครว่าเลี้ยงไก่สวนมะนาวอยู่ก็เริ่มออกมาเปิดตัว บางที่บางซุ้มเคยได้ไก่ไปเมื่อในอดีต หรือได้มาจากพรรคพวกก็จะบอกว่าเป็นไก่เหล่าสวนมะนาวกันมากขึ้น ซึ่งตรงนี้พี่โรจน์บอกว่าก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบุคคล ตัดสินใจกันเอาเองครับ พี่โรจน์ไม่ขอออกความคิดเห็น เพราะว่าไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ที่จะบอกว่าซุ้มไหนฟาร์มไหนมีไก่สวนมะนาวอยู่จริงหรือไม่ นอกจากบางท่านบางคนที่ยังคงติดต่อและได้ไก่ไปจากพี่โรจน์จริงๆ 

 

ประวัติไก่เก่งๆ ของสวนมะนาวในอดีต

เจ้าเขียวอัจฉริยะ   ผู้เป็นต้นสายเขียวอันโด่งดัง

เจ้าเขียวเป็นลูกเจ้าแชมป์ ซึ่งเกิดจากแม่ไก่สายเคราแสน  เป็นลูกเจ้าแชมป์ตัวที่พี่โรจน์ภาคภูมิใจมากตัวหนึ่ง เนื่องด้วยเจ้าเขียวนั้นไปตีที่พิจิตร ได้คู่ชนเป็นลูกเจ้าเทา ลำพูน (เทา ลำพูน เป็นไก่ที่เคยชนะเจ้าแชมป์ ซึ่งเป็นพ่อของเจ้าเขียว) ตีกันข้างละ 6 หรือ 8 หมื่นไม่แน่ใจ ปรากฏว่าเจ้าเขียวเสียตาให้ลูกเจ้าเทา เป็นรองอยู่มาก จนคนในวันนั้นพูดว่าพ่อเคยแพ้ ลูกก็ต้องแพ้ แต่ไม่เป็นอย่างที่พูดครับ เจ้าเขียวนั้นเป็นฝ่ายชนะ สร้างความประทับใจให้กับพี่โรจน์เป็นอย่างมาก และเป็นการกู้ชื่อเสียงของเจ้าแชมป์ ซึ่งเจ้าเขียวตัวนี้ก็คือพ่อของแม่ไก่ตัวที่ชื่อว่าแม่ห่วงเหล็ก เนื่องจากพี่โรจน์ได้นำเหล็กมารัดข้อเท้าลูกไก่ที่เกิดจากพ่อนี้ไว้เป็นการมาร์คไว้ตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อโตขึ้นก็ยังคงใส่ห่วงขาอยู่ตลอด โดยสายเลือดแม่ห่วงเหล็กนั้น ได้มาจากเจ้าเขียว ทับกับแม่ไก่ที่เป็นลูกเจ้าแชมป์เหมือนกัน จึงเป็นการทับผสมแบบเลือดชิด ซึ่งไก่ในครอกนี้มีตัวเมีย 3 ตัว ออกไปจากบ้านพี่โรจน์เพียงตัวเดียว โดยขึ้นไปอยู่ที่เชียงใหม่กับคุณหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้ตายไปหมดแล้วครับ เนื่องจากอายุมาก คงเหลือแต่ลูกๆของแม่ห่วงเหล็กครับ ดังนั้นถ้าใครบอกว่ามีแม่ห่วงเหล็ก ก็ให้เชื่อได้ว่า เป็นไก่ที่มีชื่อเหมือนกันเท่านั้นครับ ไม่ใช่ตัวเดียวกันแน่นอนครับ

เจ้าเก้าเลี้ยว เป็นลูกเจ้าม้าเหล็กกับแม่ไก่ที่เป็นลูกเจ้าแชมป์

เจ้าสงกราน

จากคำบอกเล่าของพี่โรจน์ "เจ้าสงกรานเป็นไก่ที่เกิดที่บ้านกำนันแป๊ะ ในสมัยที่ยังทำซุ้มไก่อยู่ โดยมีสายเลือดดังนี้ พ่อไก่ที่ชื่อว่าเจ้าสองเมือง ของอาจารย์ณรงค์ เหลืองสุภา ทับผสมกับตัวเมียลูกเจ้าแชมป์ที่เกิดจากแม่สายเคราแสน  ได้ไก่ตัวผู้ซึ่งเป็นไก่เคราสีเหลือง ซึ่งพี่โรจน์เรียกว่าเจ้าเครา และเจ้าเคราตัวนี้ได้มาทับผสมกับแม่ไก่ซึ่งเป็นลูกเจ้าแชมป์อีกครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ถามว่าเป็นตัวเดิมหรือตัวไหน รู้แต่ว่าเป็นลูกเจ้าแชมป์ ได้ลูกออกมาเป็นเจ้าสงกราน และเจ้าสงกราน กำนันแป๊ะได้ขายให้เรืองโรจน์ไปราคา 140000 เมื่อประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา  ข้อมูลล่าสุดทราบมาว่าเจ้าสงกรานได้มาอยู่กับพี่พจน์ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นมาอย่างไร และได้ตายไปแล้วตอนปี 52 ตามคำบอกเล่าของคุณเบนซ์


เจ้าม้าเหล็ก

เจ้าม้าเหล็กเกิดจากแม่ไก่ที่เป็นลูกสายเคราแสน  ที่พี่โรจน์นำไปให้เพื่อน  เพาะกับไซง่อนตัวเก่งในอดีต เมื่อได้ลูกออกมาพี่โรจน์ขอลูกกลับมา 1 คู่ เป็นตัวผู้ 1 และตัวเมีย 1 ตัวผู้ตัวนี้คือเจ้าม้าเหล็ก ลักษณะเป็นไก่ผ่านง่อน ตีลำโต กระดูกโครงสร้างใหญ่แข็งแรง และแข็งแข้ง เก่งหน้าหงอน ตีหัวล่างเก่ง ประวัติอื่นๆ รอรวบรวมอยู่ครับ

 

เจ้ารู เป็นไก่สายหัวหงอก สายนี้จะเก่งไม่เท่าสายตาดำ  แต่ความทนทานสูงมาก แพ้ไก่ยาก


 

ข้อมุลบางช่วงบางตอนอาจจะยังไม่ครบเพราะกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล

เมื่อได้ข้อมูลใหม่ๆ จะมาเพิ่มเติมให้ในภายหลังครับ


ประวัติพ่อไก่ในอดีตถึงปัจจุบัน

 

 


 
Online:  5
Visits:  1,443,112
Today:  2,373
PageView/Month:  70,679